รับซื้อกลองไฟฟ้า รับซื้อกลองไฟฟ้ามือสอง ประเมินอย่างไรให้ได้ราคาที่เหมาะสม
กลองไฟฟ้าเป็นเครื่องดนตรีที่มีรายละเอียดในการประเมินราคามากกว่าการดูเพียงยี่ห้อหรืออายุการใช้งาน เพราะกลองหนึ่งชุดประกอบด้วยโมดูลเสียง แพดสแนร์ แพดทอม ฉาบ ไฮแฮท กระเดื่อง แร็ค สายสัญญาณ อะแดปเตอร์ และอุปกรณ์เสริมอีกหลายส่วน
ดังนั้น ผู้ที่กำลังค้นหา รับซื้อกลองไฟฟ้า รับซื้อกลองไฟฟ้ามือสอง รับซื้อกลองไฟฟ้าให้ราคาสูง รับซื้อกลองไฟฟ้าถึงที่ รับซื้อเหมากลองไฟฟ้า รับซื้อกลองไฟฟ้าเลิกใช้งาน รับซื้อกลองไฟฟ้าใกล้ฉัน หรือรับซื้อกลองไฟฟ้าด่วน ควรเข้าใจก่อนว่า ราคาที่เหมาะสมไม่ได้เกิดจากชื่อยี่ห้อเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากรุ่น สภาพ ความครบของชุด และความต้องการของตลาดมือสองในช่วงเวลานั้น
บทความนี้รวบรวมหลักการประเมินกลองไฟฟ้าแบบอ่านเข้าใจง่าย พร้อมเปรียบเทียบยี่ห้อ รุ่น และตัวอย่างสถานการณ์ที่เจ้าของกลองมักพบจริง เพื่อช่วยให้เตรียมข้อมูลก่อนขายได้ครบมากขึ้น
รับซื้อกลองไฟฟ้าดูอะไรเป็นอันดับแรก
สิ่งแรกที่ควรรู้คือชื่อรุ่นของ Drum Module หรือโมดูลควบคุมเสียง เพราะในกลองไฟฟ้าหลายชุด โมดูลเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยระบุระดับของสินค้าและช่วงอายุของรุ่นได้ค่อนข้างชัดเจน
ตัวอย่างเช่น กลอง Roland ที่ใช้โมดูล TD 07 ย่อมอยู่คนละระดับกับ TD 17 หรือ TD 27 ขณะที่ Yamaha DTX402 ก็มีตลาดต่างจาก DTX6 และ DTX10
เมื่อทราบรุ่นแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือดูว่าส่วนประกอบที่ติดมากับชุดตรงกับสเปกเดิมหรือมีการเปลี่ยนอะไหล่ระหว่างการใช้งาน
กลองที่อัปเกรดอุปกรณ์บางชิ้นอาจมีมูลค่าเพิ่ม แต่ไม่ใช่ว่าอุปกรณ์ที่ซื้อเพิ่มทุกชิ้นจะทำให้ราคาขายต่อเพิ่มเท่ากับราคาที่ซื้อมา
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคากลองไฟฟ้ามือสองต่างกัน
1 รุ่นและระดับของกลอง
กลองระดับเริ่มต้นมักมีราคาขายต่อแตกต่างจากกลองระดับกลางและระดับมืออาชีพอย่างชัดเจน
รุ่นที่ยังมีผู้ใช้งานจำนวนมาก มีอะไหล่รองรับ และเป็นที่รู้จักของผู้ซื้อ มักซื้อขายได้ง่ายกว่ารุ่นที่เลิกผลิตมานานหรือหาอุปกรณ์ทดแทนยาก
2 สภาพของ Drum Module
ควรทดสอบหน้าจอ ปุ่มหมุน ปุ่มกด ช่องเสียบหูฟัง ช่อง Output ช่อง Trigger และระบบเชื่อมต่อต่าง ๆ
โมดูลที่เปิดติดแต่บางช่องมีปัญหา ไม่ควรประเมินเท่ากับโมดูลที่ทุกฟังก์ชันทำงานสมบูรณ์
3 สภาพของแพด
ควรทดลองตีทุกตำแหน่ง
แพดบางชนิดสามารถรับสัญญาณบริเวณหน้ากลองและขอบกลองแยกกัน หาก Trigger บางตำแหน่งเสีย มูลค่าจะลดลงแม้ว่าภายนอกดูสวย
4 สภาพของฉาบ
ฉาบควรทดสอบทั้งบริเวณ Bow, Edge และ Bell ในรุ่นที่รองรับ
รวมถึงตรวจสอบระบบจับฉาบเพื่อหยุดเสียง เพราะเป็นจุดที่ผู้ซื้อกลองมือสองมักทดสอบ
5 ไฮแฮท
ไฮแฮทเป็นหนึ่งในอุปกรณ์ที่ควรทดสอบละเอียด
ควรเช็กเสียงเปิด เสียงปิด การตอบสนองเมื่อเหยียบ และการตรวจจับระดับการเปิดของไฮแฮท
6 กระเดื่อง
ตรวจสอบว่า Kick Pad รับแรงตีสม่ำเสมอหรือไม่ รวมถึงสภาพยาง โฟม เซ็นเซอร์ และฐานยึด
7 แร็คและขาจับ
แร็คที่ไม่คด ข้อต่อครบและตัวล็อกยังแน่น ย่อมมีมูลค่าดีกว่าชุดที่ขาด Clamp หรือขาจับบางส่วน
8 สายสัญญาณและอะแดปเตอร์
สายเฉพาะรุ่นมีความสำคัญมาก
หากขาดสายหลักเพียงชุดเดียว ผู้ซื้ออาจไม่สามารถนำกลองไปใช้งานทันที ทำให้ต้องเผื่องบประมาณสำหรับหาอะไหล่เพิ่ม
กลองไฟฟ้ายี่ห้อไหนพบในตลาดมือสองบ่อย
Roland
Roland เป็นชื่อที่พบได้บ่อยมากในกลุ่มกลองไฟฟ้ามือสอง
รุ่นที่ผู้ใช้คุ้นเคยมีตั้งแต่กลุ่ม TD 1, TD 07, TD 11, TD 17, TD 25, TD 27 ไปจนถึงกลองระดับสูงและ V Drums รุ่นใหม่
ในไลน์ปัจจุบัน Roland ยังมี V Drums 3 Series, 5 Series และ 7 Series โดยมีโมดูลและแพดรุ่นใหม่เข้ามาเพิ่มทางเลือกให้ผู้ใช้งาน
จุดสำคัญในการประเมิน Roland คือควรดูหมายเลขรุ่นของโมดูลและหมายเลขรุ่นของแพดแยกกัน เพราะเจ้าของเดิมอาจมีการอัปเกรดสแนร์ ไฮแฮท ฉาบ หรือ Kick Pad มาก่อน
Yamaha
Yamaha DTX เป็นอีกตระกูลที่พบทั้งในบ้าน ห้องซ้อม โรงเรียนดนตรี และสตูดิโอ
กลุ่มผลิตภัณฑ์สำคัญประกอบด้วย DTX402, DTX6, DTX8 และ DTX10 ซึ่งวางตำแหน่งตั้งแต่การฝึกซ้อมไปจนถึงงานระดับสูง
นอกจากนี้ ตลาดมือสองยังมี DTX รุ่นก่อนหน้าอีกจำนวนหนึ่ง การประเมินจึงควรดูทั้งโมดูล แพด ฉาบและอุปกรณ์ที่มากับชุด
Alesis
Alesis เป็นกลองไฟฟ้าอีกแบรนด์ที่ได้รับความสนใจจากผู้เริ่มต้นและผู้ที่ต้องการกลองชุดขนาดไม่ใหญ่มาก
จุดที่ควรตรวจคือ Mesh Pad, Trigger, Module, ฉาบ และชุดสาย
ก่อนขายควรถ่ายภาพชื่อรุ่นของโมดูลให้เห็นชัด เพราะแต่ละซีรีส์มีสเปกและช่วงราคาต่างกัน
NUX
NUX มีทั้งกลองไฟฟ้าสำหรับฝึกซ้อมและรุ่นที่ออกแบบให้ใกล้เคียงประสบการณ์กลองอะคูสติกมากขึ้น
เมื่อขายมือสองควรแจ้งรุ่น โมดูล สภาพแพด จำนวนฉาบ และอุปกรณ์ทั้งหมดที่มี
EFNOTE
EFNOTE เป็นอีกแบรนด์ที่มีผู้สนใจในกลุ่มกลองไฟฟ้าระดับกลางถึงระดับสูง
ลักษณะชุดบางรุ่นมีดีไซน์ใกล้กับกลองอะคูสติก จึงควรถ่ายภาพเต็มชุดควบคู่กับภาพโมดูลและหมายเลขรุ่น






